ค้นหา
  • moonlight-academy

แชร์ประสบการณ์การสอบ PMP Certify (Sixth edition)

อัพเดตเมื่อ: 2 ส.ค. 2019



บทความนี้ทางอาจารย์ศิวกร วิทยากรคอร์ส PMP ของเราได้เขียนเอาไว้ใน Medium เมื่อปีที่แล้วครับ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์และเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังจะสอบขอใบรับรอง PMP ทุกท่านนะครับ

สวัสดีครับ ก่อนอื่นเลยขอแนะนำตัวผู้เขียนซักเล็กน้อย ผมชื่อ ศิวกร เรียกผมว่ากานต์ก็ได้ครับ เมื่อวันที่ 31 กค. 2561 ที่ผ่านมาผมได้ไปสอบ PMP Certify (Sixth edition) ปรากฏว่าผลการสอบ……ผ่าน ครับ

โดยในวันนี้ที่ตั้งใจมาเขียนบทความ มิได้ต้องการมาอวดอ้างแต่อย่างใด เพียงแต่อยากมาแชร์ประสบการณ์การในการเตรียมตัวสอบ PMP เท่านั้นและหวังว่าผู้อ่านที่มีความสนใจจะสอบ PMP จะสามารถนำบทความนี้ไปวางแผนและเตรียมตัวในการสอบได้


ก่อนอื่นเลยต้องขอออกตัวก่อนว่าผมไม่ใช่คนที่หัวดีหรือเก่งอะไร เรียกว่ากลางๆซะมากกว่า ซึ่งกว่าจะสอบผ่านได้ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะลังเลว่าข้อสอบมันยากขนาดนั้นเลยหรือ ??


สำหรับคำตอบนั้น บางคนก็บอกว่าง่าย บางคนก็บอกว่ายาก ซึ่งมันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ในการทำงาน และ การเตรียมตัวของแต่ละคนด้วย ส่วนตัวผู้เขียนเองนั้น ในช่วงแรกคิดว่าเป็นข้อสอบที่ยากเอาเรื่องเหมือนกันครับ แต่สำหรับตอนนี้ หลังจากที่ได้ลองผิดลองถูกคลุกอยู่กับมันมาปีกว่าก็เลยทำให้ได้เทคนิคและเคล็ดลับมาบ้าง ซึ่งผมก็จะเล่าที่มาที่ไปให้ฟังตั้งแต่แรกเลย


บทเรียนที่1 มือใหม่หัดสอบ PMP ครั้งแรก


ผู้เขียนเองทำงานด้านพัฒนา Software โดยเมื่อประมาณช่วงเดือน มี.ค.ปีที่แล้ว ได้รับมอบหมายให้เป็น Project manager ของ Project หนึ่ง มูลค่าโครงการประมาณ 10–15 ล้านบาท ซึ่ง ณ.ตอนนั้นถือว่าเป็นครั้งแรกที่ได้มาทำในตำแหน่ง PM เต็มตัว ดังนั้นทางบริษัทจึงได้ส่งผมไปอบรม PMP Training course ที่กรุงเทพ ระยะเวลา 5 วัน หลังจาก Train จบ Course แล้ว ผมมีการเตรียมตัวสอบยังไงบ้าง ??

เตรียมตัวดังนี้ครับ

  1. อ่าน Slide ทั้งหมดที่ได้จาก Training course ประมาณ 400–500 slide

  2. ฝึกทำข้อสอบ 200 ข้อ มีประมาณ 3 ชุด ตามที่อ.ให้มา โดยทำครั้งแรกคะแนนเฉลี่ยนอยู่ราวๆ 40%

  3. ทบทวนข้อที่ผิดแล้ว พยายามทำซ้ำ 2–3 รอบ จนได้เกิน 70%

ทั้งหมดทั้งมวลผมใช้เวลา 3- 4 เดือน ใช้เวลาประมาณวันละ 1- 2 ชม. ผู้อ่านอย่าพึ่งตกใจนะครับ ว่าโหใช้เวลาเตรียมตัวนานขนาดนั้นเลยเหรอ จริงแล้วผมก็มีอ่านบ้าง หยุดพักบ้างไม่ต่อเนื่องซักทีเดียว เลยใช้เวลานานหน่อย แต่ถ้าเตรียมตัวดีๆ ทำต่อเนื่องอย่างน้อยวันละ 2 ชม. ผมว่า 1 เดือนก็ทำได้ครับ


ผมขอเล่าต่อนะครับ โดยจะขอเล่าถึงตอนที่จะไปสอบครั้งแรกเลยละกัน

สำหรับในการสอบ PMP นะครับก่อนจะสอบได้ก็จะมีขั้นตอนดังนี้


  1. สมัครเป็นสมาชิก PMI ประมาณ 4000 กว่าบาท

  2. ยื่นประสบการณ์การทำงานขั้นต่ำ 4500 ชม.

  3. ทาง PMI จะทำการสุ่มตรวจ ถ้าผ่านคุณสมบัติแล้วถึงจะมีสิทธ์สอบ

  4. ชำระค่าสอบ ประมาณ 12000 กว่าบาท

  5. จองที่นั่งสอบ เราสามารถทำผ่าน Online ได้เลย โดยการสอบของ PMP นั้นจะใช้ ศูนย์สอบของ Prometric ซึ่งตอนนี้จะมีอยู่ที่ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ร่มเกล้าที่เดียวในประเทศไทย

เมื่อถึงวันสอบ 19 ธ.ค. 2560 ผมเลือกสอบช่วงเช้าประมาณ 9.00 โมง โดยจะใช้เวลาในการสอบ 4 ชม. 30 นาที รวมแบบสอบถามด้วย แต่เวลาทำข้อสอบจริงๆให้แค่ 4 ชม. นะครับ ข้อสอบมี 200 ข้อ ถ้าคำนวนแล้วก็ประมาณ ข้อละ 1.2 นาที ซึ่ง 4 ชม.นี้บอกได้เลยว่าเราไม่มีเวลาไปเข้าห้องน้ำเลยละครับ


หลังจากนั้นผ่านไป 4 ชม. ผมทำข้อสอบครบทั้ง 200 ข้อทันเวลา ในความรู้สึกตอนนั้นคิดว่าเห้ยเราน่าจะผ่านนะ หลังจากกด submit ไปก็นั่งลุ้นซักพัก …….. ผลออกมาว่า ……. ไม่ผ่าน ครับ



ผมคิดในใจว่า เห้ยทำไมคะแนนมันน้อยจังทั้งๆที่คิดว่าทำได้หลายข้อ เกิดอะไรขึ้น Computer ตรวจผิดหรือเปล่า อ้อผมลืมบอกไปว่าในการสอบ PMP เป็นแบบ Computer test base นั่นคือสอบเสร็จรอไม่เกิน 1–2 นาทีรู้ผลเลย วันนั้นผมรู้สึก Fail กับมันมากไม่ใช่ผมเตรียมตัวสอบไม่ไดีหรือเวลาเตรียมตัวน้อยไป แต่ทำไมมันถึงสอบไม่ผ่านแถมได้คะแนนน้อยเกินคาด หลังจากนั้น 2- 3 วันถัดมา มีเมลจาก PMI ให้เราเข้าไปดูคะแนนหรือจุดที่เราผิดพลาด แต่ทว่ามันไม่ระบุคะแนนชัดเจน และบอกเป็นกราฟแบบกว้างๆ ช่วยอะไรในการวิเคราะห์แทบไม่ได้เลย อารมณ์ก็ประมาณภาพด้านล่างนี้เลย


หลังจากวันนั้นมาผมรู้สึกเสียความมั่นใจไปเลย บอกตัวเองว่าเราผิดพลาดตรงไหนหว่า

ซึ่งผมได้สรุปข้อผิดพลาดของตัวเองดังนี้:-

  1. คิดว่าเน้นจำเนื้อหา แล้วจะสอบผ่านได้ คิดผิดครับ ข้อสอบส่วนใหญ่เกิน 80% ไม่ได้เน้นท่องจำแต่เน้นการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

  2. เน้นจำคำตอบในข้อสอบเพราะคิดว่ามันคงคล้ายกับ Certify อื่นๆเช่น Cer microsoft , Cer Java ซึ่งผู้เขียนก็เคยได้ Cer ที่ว่านี้มาหมดแล้ว ซึ่งโดยมากแล้วจะมีข้อสอบหลุดมาบ้างไม่มากก็น้อย แต่สำหรับ PMP นั้นผมคิดผิดครับ ไม่มีเหมือนเลยซักข้อ

  3. แนวข้อสอบฝึกทำใช้แต่ของที่ทางติวเตอร์เขาแจกมา ซึ่งแนวข้อสอบอาจจะเก่าไปและก็ไม่ค่อยตรงซักเท่าไหร่

  4. ขาดความต่อเนื่องในการเตรียมตัวสอบ ใช้เวลาเตรียมตัวนานเกินไป ดังสุภาษิตที่ว่า เหล็กดีต้องตีตอนร้อน


บทเรียนที่2 ล้มแล้วลุก


หลังจากนั่งเศร้าอยู่ซักพัก และคิดอยู่ในใจว่าจะเดินหน้าต่อหรือจะหยุดอยู่แค่นี้ เพราะว่าจริงๆแล้วถึงผมได้ Certify ตัวนี้มามันก็ไม่ได้ช่วยให้ผมอัพเงินเดือนขึ้นได้แต่อย่างใด อีกทั้งผมยังได้ข่าวมาอีกว่า PMIจะมีการปรับเนื้อหาหนังสือ PMBOK 5th edition ไปเป็น PMBOK 6th edition ซึ่งจะทำให้เนื้อหาหนังสือมีการ update เพิ่มขึ้นมาก รวมถึงอาจจะทำให้ข้อสอบมีการ update ตามไปด้วย


ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ผมใก้ลจะปิด project พอดีซึ่งเป็น project แรกที่ผมได้เป็น PM นั้นแหละครับโดยส่วนหนึ่งผมก็ได้นำความรู้จากการเตรียมตัวสอบเอาไปปรับใช้ในการทำงานของผมเองด้วยทำให้สามารถปิดโครงการได้ด้วยดี ผมก็เลยคิดว่าอยากจะลองตั้งใจแก้มือสอบอีกซักรอบ โดยคราวนี้ผม Plan ว่าจะเริ่มอ่านหนังสือและเตรียมตัวใหม่ ตั้งแต่เดือน กพ. — มีค. ประมาณ 2 เดือน ค่อนข้างบีบเพราะว่าข้อสอบและหนังสือจะเปลี่ยนหลังจากวันที่ 25 มีค. 61


การเตรียมตัวสอบในครั้งนี้มีอะไรบ้าง

  1. อ่านหนังสือ E-Book ของ PMP Head First 3rd edition. ประมาณ 800 หน้า ก็อ่านหมดครับรวมถึงทำแบบฝึกหัดทุกข้อ

  2. อ่านหนังสือ PMP Exam Prep ของ Rita Edition 8th ประมาณ 600 หน้าอันนี้ก็อ่านหมดเช่นกัน

  3. ฝึกทำข้อสอบหลากหลายแนวจาก เว็บไซด์ฟรีหลายๆที่ ประมาณ 800–1000 ข้อ คะแนนค่อนข้างเหวี่ยงบางเว็บได้ เยอะ บางเว็บก็ได้น้อย

หลังจากที่ได้เตรียมตัวสอบเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะเลือกวันสอบ ผมเข้าไปจองวันสอบช่วงก่อนข้อสอบจะเปลี่ยน 1 สัปดาห์ Oh my god พระเจ้าที่นั่งสอบเต็มหมดยาวไปถึงสิ้นเดือนเลย ซึ่งผมคิดผิด คิดว่าใกล้สอบค่อยมาจองก็ได้ไม่น่าจะเต็ม แต่ปรากฎว่ามีคนสอบเยอะมาก คงกลัวข้อสอบเปลี่ยนนั้นแหละ แล้วเมืองไทยก็ดันมีที่สอบที่เดียวด้วยสิ ทำไงดีหละ ผมเลยลองจิ้มไปดูศูนย์สอบ Prometric ที่มาเลเซียดู ปรากฎว่าดันมีที่ว่างเหลือ ผมก็เลยตัดสินใจไปสอบที่มาเลเซียด้วยความไม่ตั้งใจ ต้องบอกเลยว่าผมเองไม่เคยไปประเทศมาเลเซียมาก่อน แถมต้องไปคนเดียวตั๋วขาไป เวลาถึงก็ใก้ลกับเวลาสอบมากเลย เรียกได้ว่าถ้ามีหลงนิดนึงรับรองไปสอบไม่ทัน ดังนั้นผมจึงค่อนข้างวางแผนการเดินทางอย่างดี


หลังจากที่เดินทางมาถึงประเทศมาเลเซียหลังจากลงสนามบินเป็นที่เรียบร้อยผมก็เรียก Uber ตรงดิ่งไปสถาณที่สอบทันที ซึ่งเป็น ศูนย์สอบ Prometric ตั้งอยู่ในเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์ ใช้เวลาเดินทางไปถึงที่นั่นประมาณ 1 ชม. เมื่อถึงสถาณที่สอบก็ต้องประหลาดใจมากคนมาสอบ PMP เยอะมาก นอกจากคนต่างชาติแล้วก็ยังมีคนไทยอีก 3–4 คนที่ผมเห็น หลังจากนั้นก็จะมีการลงทะเบียนก่อนเข้าห้องสอบ และมีการค้นตัวซึ่งกฎระเบียบของ PMP นั้นเข้มงวดมาก ไม่ให้เอาอะไรเข้าไปในห้องสอบเลยนอกจากตัวกับใจที่มุ่งมั่น ต่อจากนั้นผมก็ได้เริ่มทำข้อสอบ 200 ข้อก็ทำทันนะครับ แต่ครั้งนี้รู้สึกว่ามีหลายข้อไม่มั่นใจเลย เรียกว่า 50% — 50% จากนั้นผมก็กด Submit นั่งลุ้นสวดภาวนาขอให้ผ่าน ขอให้ผ่าน ปรากฏว่าผลคะแนนที่ออกมา ……….ไม่ผ่านครับ



พอผลสอบออกมาครั้งนี้รู้สึก Fail กว่าครั้งแรกอีกเพราะอีกนิดก็จะผ่านแล้ว อีกทั้งยังต้องเสียค่าตั๋วเครื่องบินค่าใช้จ่ายในการเดินทางรวมถึงค่าสอบอีก อ้อถ้าเป็นการสอบรอบที่ 2 อันนี้ทาง PMI เขาลดค่าสอบเหลือประมาณ 9000 บาทนะครับ ซึ่งครั้งแรกที่สอบประมาณ 12000 บาทแต่มันก็ยังแพงอยู่ดีหละครับ


ตอนแรกคิดว่าถ้าสอบผ่านจะถือโอกาสเที่ยวต่อซักหน่อย แต่ผลออกมาแบบนี้ก็ไปไม่เป็นเหมือนกันซึมไปหลายวันและก็ไม่มีกะจิตกะใจจะไปเที่ยวไหนครับ หลังจากนั้นก็บินกลับมาเมืองไทยและพยายามถามตัวเองว่าเราผิดพลาดตรงไหน ได้ข้อสรุปดังนี้ครับ

  1. เวลาในการเตรียมตัวน้อย เพราะกลัวข้อสอบเปลี่ยน แล้วต้องมาเสียเวลาอ่านหนังสือใหม่อีก

  2. ผมเน้นจำพวกอะไรคือ Tool & Technique และอะไรคือ Input , Ouput ยกตัวอย่างเช่น Process ของ Development Project Management Plan , Output ของ process นี้คือ Project management plan ซึ่งตรงนี้แหละที่ทำให้พลาด เพราะก็จำแค่นั้นแต่ข้อสอบจริงๆจะถามลึกลงไปอีก

  3. ทำข้อสอบหลากหลายแนวเกิน ทำให้สับสนกับแนวทางในการตอบ ผมยกตัวอย่างโจทย์ข้อหนึ่ง คำถาม ถ้าคุณเข้ามาเป็น Project manager ในช่วงกลางโครงการ ปรากฏว่า PM คนเก่าไม่ได้สร้าง WBS เอาไว้ สิ่งที่คุณจะต้องทำอันดับแรกคือเรื่องอะไร A) Review Project Management Plan B) Inform Project Sponsor C) Make WBS D) Create change request

คำตอบ ดูเหมือนมันจะถูกทุกข้อใช่ไหมครับ นั่นแหละครับที่ผมงงคืออะไรคือหลักการในการตอบ ซึ่งถึงแม้จะมีเฉลยอธิบายคำตอบมันก็ยังคลุมเคลืออยู่ดี แต่จริงๆแล้วข้อนี้ควรจะตอบข้อ A ซึ่งเราจะต้องรู้ว่าใน Project Management Plan มันประกอบไป Sub Project management Plan อีก 10 เรื่องด้วยกัน อาทิเช่น Scope management Plan , Risk Management Plan. ซึ่งเรื่องของการสร้าง WBS ก็จะอยู่ใน Scope management Plan อีกทีนั่นเองดังนั้น ก่อนจะไปสร้าง WBS เราก็ต้อง Review แผนของเราก่อนใช่ไหมครับ


บทเรียนที่3 ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น


จากความล้มเหลวในการสอบถึง 2 ครั้ง แน่นอนครับเป็นใครใครก็ท้อ แต่มันก็ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าเราลืมอะไรไปหรือเปล่า นี่เรากำลังสอบ Project Management แต่เราดันกลับไม่เอามาใช้ในการวางแผนการสอบของเราหละ เพราะถ้าจะว่าไปแล้วมันก็เหมือนกับการจัดการโครงการดีๆนี่เอง ต้องมีการวางแผนการสอบ การลงมือทำ การติดตาม และที่สำคัญต้องปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง


ขั้นตอนที่ผมได้วางแผนโดยแบ่งตาม Process Group ดังนี้:-


1 Intial Process

ในขั้นตอนนี้เป็นการเริ่มต้นของโครงการครับ โดยผมก็เริ่มตั้งแต่วิเคราะห์ความคุ้มค่าก่อน ว่ามันคุ้มไหมกับการที่ผมจะสอบอีกรอบ ไหนจะค่าสอบ เวลาที่สูญเสียไป รวมถึงยังต้องกำหนดระยะเวลาที่จะเตรียมตัวสอบ จะเริ่มเมื่อไหร่ เสร็จเมื่อไหร่ อีกด้วย หลังจากที่ผมวิเคราะห์ความคุ้มค่าและก็กำหนดเวลาได้แล้ว ผมตัดสินใจที่จะสอบเป็นครั้งที่สามครับ อ้อผมลืมบอกไปอย่างครับ สำหรับการสอบ PMP นั้นทาง สถาบัน PMI มีกฎอยู่ว่าใน 1 ปีจะอนุญาติให้ผู้สอบ สอบได้แค่ปีละ 3 ครั้งเท่านั้นนะครับ ถ้าครบแล้วผู้สอบจะต้องพักสอบไป 1 ปีถึงจะมีสิทธิ์กลับมาสอบอีก และถ้าครบกำหนดแล้วต้องการกลับมาสอบใหม่ก็จะต้องจ่ายเต็มเหมือนครั้งแรกที่สอบเลยครับ ดังนั้นการสอบครั้งนี้ถือว่าเป็นอะไรที่ผมจะพลาดไม่ได้อีกแล้วครับ


2 Planing Process

สำหรับในช่วงนี้ก็จะต้องเริ่มวางแผน แต่ผมก็ไม่ได้วางแผนทุกอย่างตาม PMBOK Guide นะครับ ผมวางแผนเฉพาะ Scope management Plan , Schedule management Plan เท่านั้นครับ


Scope management Plan

ผมเริ่มจากรวบรวมข้อมูลหนังสือและข้อสอบ เพื่อกำหนดขอบเขตของหนังสือหรือข้อสอบที่เราจะเอามาอ่านก่อน แต่ก็มี Issue หรืออุปสรรค เนื่องจากข้อสอบหลังจากวันที่ 26 มี.ค. 2561 จะ Base on หนังสือ PMBOK Guide 6th edition และในช่วงแรกๆก็ไม่ค่อยมีหนังสือสำหรับเวอร์ชั่นใหม่ แต่เท่าที่พอจะหาได้ก็มีดังนี้ครับ

  1. PMP Prep 9th Edition — Rita Mulcahy เล่มนี้เขาบอกว่า update ตาม PMBOK version 6 แต่ผมอ่านดูหมดทั้งเล่มก็คล้ายของ version 8 ก่อนหน้า

  2. PMBOKGuide-6th edition เล่มนี้เป็นของ PMI ซึ่งเป็นผู้จัดสอบเอง สมควรต้องอ่านครับ ซึ่งผมก็อ่านจบทั้งเล่มเช่นเดียวกัน

  3. Read And Pass Notes For PMP Exam ในบรรดาทุกเล่มผมชอบเล่มนี้มากที่สุดรูปเยอะดี แล้วก็เนื้อหาที่ผมอ่านรู้สึกว่าคนเขียนเอาจากประสบการณ์จริงมาเขียนทำให้เข้าใจได้ง่าย และมีเนื้อหาครบถ้วนตาม PMBOK Guide 6th edition แต่ข้อเสียอันนี้จะมีแต่ E-book เท่านั้นและต้องใช้ App Kindle ของ Amazon เท่านั้น ราคา 20$ แต่คุ้มมากแถมข้อสอบ Simulate online ให้ฝึกทำข้อสอบอีก 1000 กว่าข้อ แบบฟรีๆกันไปเลย แต่ข้อสอบเท่าที่ผมลองทำดูมันง่ายไป ครับอาจจะเอามาใช้สอบจริงไม่ได้แต่ทำให้เราแม่นในเนื้อหามากกว่าครับ

  4. ข้อสอบของ PMP Fast Track ของ Rita อันนี้เป็นข้อสอบ Online ราคาประมาณ 7000 กว่าบาท ราคาแพงแต่ข้อสอบค่อนข้างมีคุณภาพ แต่อันนี้ผมไม่ได้ซื้อนะครับ เพราะคิดว่ามันแพงเกินไป

  5. ข้อสอบของ PM Exam Simulator อันนี้ราคา 3000 กว่าบาท มีให้ทำประมาณ 1200 ข้อ อันนี้ผมซื้อมาครับแต่ ส่วนตัวคิดว่าข้อสอบฝึกทำมันยากกว่าข้อสอบจริงมากๆ ซึ่งโจทย์ค่อนข้างยาวและยากมาก ผมทำ 200 ข้อ นี่ใช้เวลา 5 ชม.ขึ้นและได้แค่ 65% ในครั้งแรก ส่วนตัวผมคิดว่าทำข้อสอบยากๆไม่ใช่ว่าจะดี แต่จะทำให้เราท้อซะเปล่าๆ

  6. ข้อสอบของ ExamsPM เป็น Online มีให้ทำฟรี 200 ข้อ อันนี้ผมว่าใก้ลเคียงกับที่ผมทำข้อสอบจริงมาก แต่ข้อเสียคือเขาไม่มีขายแยกจะรวมไปใน Course Traning online ซึ่งมีข้อสอบให้ทำถึง 1500 ข้อ ราคา Course ก็ประมาณ 199$ สำหรับคนที่ต้องใช้ทุนตัวเอง ผมแนะนำอันนี้เลยน่าจะคุ้มที่สุด แต่ก็จะเป็นแบบเรียน Online ไม่มีให้ถามและก็เป็นภาษาอังกฤษหมดครับ


Schedule Management Plan

ในส่วนนี้ผมได้กำหนด Schedule แบบหลวมๆดังนี้ครับ



3 Executing Process

วางแผนเสร็จแล้วก็ต้องลงมือทำครับ ไม่งั้นที่ แพลนไว้ก็จะกลายเป็น แพลนนิ่ง ในส่วนตัวผมว่า process นี้ยากสุดที่เราจะบังคับตัวเองให้ทำตามแผนที่วางเอาไว้ได้ โดยเฉพาะคนที่ทำงานประจำ อ้อแล้วอย่าลืมจดบันทึกความคืบหน้าของตัวเราเองด้วยนะครับ


4 Monitor and Control

Process นี้สำคัญเลยทีเดียวครับ เราต้องคอยมอนิเตอร์ตัวเราเองว่าเราทำได้ตามแผนหรือไม่ แล้วเข้าใจมันดีพอไหม ซึ่งตัวชี้วัด Quality ของเราก็คือการฝึกทำข้อสอบท้ายบทนั่นแหละครับ ถ้าหากว่าเราได้คะแนนยังน้อยอยู่ผมแนะนำให้ไปปรับแผนเพื่อเพิ่ม Task ของการ review ก่อน แล้วก็ลองอ่านซ้ำในจุดที่ผิดพลาด ก่อนที่จะไปบทถัดไปครับ อาจจะช้าหน่อยแต่ชัวร์กว่าครับ


5 Closing

จะปิดโปรเจคนี้ได้ไม่ได้ ต้องไปวัดผลกันตอนสอบครับว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน ซึ่งสรุปว่าครั้งนี้ผมทำสำเร็จครับ สอบผ่านแล้วก็ได้คะแนนค่อนข้างดี


สุดท้ายนี้ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังจะเตรียมตัวสอบ PMP และสามารถสอบผ่านได้ตามที่ตั้งใจครับ


หากท่านใดมีคำถามสงสัย หรือ อยากให้ผมแนะนำ ก็ เข้ากลุ่ม facebook PMP Thai ที่ link ด้านล่างแล้วเขียนคำถามทิ้งไว้ได้ครับ ยินดีให้คำแนะนำ และคำปรึกษาฟรีครับ. https://www.facebook.com/groups/204783553718900/

หลักสูตรเตรียมสอบ PMP: Project Management Professional รุ่นที่ 2

พิเศษ สมัครและชำระเงินภายในวันที่ 14 ก.ย. นี้รับส่วนลดทันที 10,000 บาท!


ดู 0 ครั้ง

© 2018 Moonlight Academy.